ไม่แน่ใจว่าพระจะดีจริงหรือเปล่า เลยไม่อยากทำบุญด้วย?

ในเรื่องนี้ถ้าจะว่าไปแล้วเราควรวางใจไว้กลางๆ จะดีกว่า เพราะแต่ละคนที่เข้ามาบวชก็มาจากที่แตกต่างกัน จะให้ไปเหมือนกันทุกคนได้อย่างไร แม้แต่ในสมัยพุทธกาลเอง พระที่ท่านลักขโมยหรือถึงขั้นฆ่าคนเลยก็มี (พระที่เป็นต้นบัญญัติ) แต่การที่ท่านมาบวชได้ ก็ต้องถือว่าท่านได้สั่งสมบุญญาบารมีมาพอสมควร แต่ถ้าท่านไม่ตั้งใจศึกษาประพฤติปฏิบัติเพื่อต่อยอดบุญของตน ไม่ทำตนให้เป็นที่เคารพนับถือ ท่านก็ต้องรับโทษของท่านเองนั่นแหล่ะ โยมไม่ต้องเป็นห่วง ห่วงตัวเองจะดีกว่าว่าต้องหมั่นสร้างบุญให้มากๆ จะได้ไปพ้นเรื่องที่ไม่น่าพอใจนี่เสียที

พระ บ้านธรรมบุญ

แต่เมื่อถามมาอย่างนี้ก็จะตอบให้กระจ่าง ว่าควรทำอย่างไรเมื่อเจอพระที่ไม่สำรวม ไม่ค่อยน่าเลื่อมใสศรัทธา แต่จำเป็นต้องทำบุญด้วย จะเป็นด้วยความจำเป็นอะไรก็แล้วแต่ ให้เลือกทำเป็น “สังฆทาน” ไปเลย

ซึ่งเรื่องนี้ก็มีตัวอย่างให้ดูเหมือนกัน ในอรรถกถาทักขิณาวิภังคสูตร ได้ว่าไว้ว่า มีเศรษฐีคนหนึ่งมีศรัทธาในพระพุทธศาสนามากจนถึงกับได้สร้างวัดเอาไว้ มีคราวหนึ่งเศรษฐีก็อยากทำสังฆทานจึงได้ไปขอภิกษุรูปหนึ่งมาจากสงฆ์ แต่แกดันไปให้พระทุศีลมารับสังฆทานเข้าให้ ตาเศรษฐีก็ไม่ว่าอะไรก็ปฏิบัติต่อพระรูปนั้นด้วยความเคารพนบนอบอย่างสูง (ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นผู้ทุศีล) ทั้งตกแต่งบ้านเรือนรอต้อนรับอย่างดี และเตรียมเครื่องบูชาสักการะพร้อมพรั่ง แถมยังประคบประหงมล้างเท้าให้ และทาน้ำหอมให้ภิกษุผู้นี้อย่างดี แล้วถวายภัตตาหารปัจจัยไทยธรรมต่างๆ ด้วยความเคารพยำเกรงจนภิกษุรูปนั้นกลับวัดไป พอต่อมาพระองค์นี้แกติดใจเลยไปขอยืมของบ้านเศรษฐีอีก ทีนี้เศรษฐีแกก็ใช้เท้าเขี่ยเอาของให้พระองค์นี้แทน ชาวบ้านเห็นก็ตกใจว่าทำไมตอนเช้าทำซะเนี๊ยบ มารยาทงดงาม แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นอย่างนี้ไป เศรษฐีเลยตอบไปว่า “เมื่อเช้านี้เราเคารพยำเกรงต่อสงฆ์เราหาได้เคารพยำเกรงต่อภิกษุรูปนี้เป็นส่วนตัวไม่”

นี่คือกำลังใจของท่าเศรษฐี ดังนั้นเราก็ใช้วิธีนี้แหล่ะคือเลือกทำเป็นสังฆทานไปเลย บุญก็ได้มากกว่า และถ้าพระองค์นั้นท่านรับไปแล้วเอาไปใช้ไม่ดีนั่นก็เป็นโทษของท่านเอง โยมไม่เกี่ยวแล้ว เพราะบุญที่โยมพึงจะได้นั้นสำเร็จไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ตอนให้

 

ที่มา จากหนังสือบุญสร้างได้ไม่ยาก

บ้าน.ธรรม.บุญ

บ้านธรรมบุญ

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น